ประเด็นสำคัญ:
- สมาคมผู้วิจัยและผลิตเภสัชภัณฑ์ (PReMA) เปิดยุทธศาสตร์ใหม่ ผลักดันไทยสู่ศูนย์กลางสุขภาพและชีววิทยาศาสตร์แห่งภูมิภาค พร้อมเปลี่ยนระบบสาธารณสุขจากการตั้งรับเป็นการดูแลเชิงรุกตั้งแต่ระยะแรก
- เน้น 3 กลุ่มโรคหลัก ได้แก่ มะเร็ง โรคหัวใจ-ไต-เมตาบอลิก และการฉีดวัคซีนในผู้ใหญ่ เพื่อลดภาระระบบสาธารณสุขและค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของประเทศ
- จับมือ สวรส. สธ. และ อว. ปรับมาตรฐานการทดลองทางคลินิก หวังดึงดูดการลงทุนวิจัยจากต่างชาติและเร่งอนุมัติยาใหม่ให้คนไทยเข้าถึงเร็วขึ้น
สมาคมผู้วิจัยและผลิตเภสัชภัณฑ์ (PReMA) ประกาศยุทธศาสตร์ใหม่ มุ่งผลักดันประเทศไทยให้ก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางด้านสุขภาพและชีววิทยาศาสตร์แห่งภูมิภาค โดยเน้นการเปลี่ยนผ่านระบบสาธารณสุขจาก ‘การตั้งรับเพื่อรักษา’ ไปสู่ ‘การดูแลเชิงรุกตั้งแต่ระยะแรก’ พร้อมยกระดับงานวิจัยและพัฒนา (R&D) ทั้งระบบ สอดรับกับนโยบาย MOPH PLUS+ และยุทธศาสตร์เศรษฐกิจสุขภาพของกระทรวงสาธารณสุข
การเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นในจังหวะที่ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยสมบูรณ์ (Aged Society) โดยปัจจุบันคนไทยกว่า 1 ใน 5 มีอายุ 60 ปีขึ้นไป และคาดว่าสัดส่วนดังกล่าวจะเพิ่มขึ้นเป็น 28% ภายในปี 2576 ขณะที่ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของประเทศได้ปรับตัวสูงขึ้นจาก 712,000 ล้านบาทในปี 2563 เป็น 871,800 ล้านบาทในปี 2564 หรือคิดเป็น 5.4% ของ GDP
นายแฮโรลด์ สเปร็งเกอร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร PReMA กล่าวว่า เป้าหมายสำคัญและเร่งด่วนที่สุดของภาคอุตสาหกรรมในขณะนี้ คือการสนับสนุนภาครัฐให้สามารถดูแลและรักษาผู้ป่วยได้รวดเร็วยิ่งขึ้น การรู้ผลไวและเริ่มรักษาตั้งแต่ระยะต้นจะช่วยป้องกันไม่ให้โรคลุกลามจนรุนแรง ซึ่งส่งผลดีทั้งต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนและช่วยลดภาระทางเศรษฐกิจของประเทศ
เจาะ 3 กลุ่มโรคหลัก ลดภาระระบบสาธารณสุข
ยุทธศาสตร์ด้านสุขภาพของ PReMA ให้ความสำคัญกับ 3 กลุ่มโรคที่เป็นปัญหาหลักของระบบสาธารณสุขไทย ได้แก่ กลุ่มโรคมะเร็ง (Oncology) ซึ่งสนับสนุนโครงการ Thailand Cancer Moonshot 2056 และเป้าหมาย 30×30 ของกระทรวงสาธารณสุขที่ตั้งเป้าลดอัตราการเสียชีวิตจากมะเร็งลง 30% ภายใน 30 ปี ผ่านการคัดกรองที่รวดเร็วขึ้นและการกระจายนวัตกรรมการรักษาอย่างเท่าเทียม
กลุ่มที่สองคือโรคหัวใจ ไต และเมตาบอลิก (Cardio-Renal-Metabolic: CRM) ที่รณรงค์ให้มีการตรวจคัดกรองและดูแลผู้ป่วยตั้งแต่ระยะเริ่มต้น เพื่อควบคุมอาการก่อนบานปลายไปสู่ภาวะแทรกซ้อนรุนแรง และกลุ่มที่สามคือการฉีดวัคซีนในผู้ใหญ่ (Adult Immunization) ซึ่งจะมีการจัดเวทีหารือเชิงนโยบายระดับสูงในเดือนตุลาคมนี้ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อพูดคุยถึงบทบาทของวัคซีนที่จะช่วยให้คนไทยอายุยืนอย่างมีสุขภาพดี รวมถึงความคุ้มค่าเชิงเศรษฐกิจในระยะยาว
ชูธงศูนย์กลางสุขภาพและชีววิทยาศาสตร์แห่งภูมิภาค
นอกจากนี้ PReMA ยังจับมือกับสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) จัดเวทีหารือร่วมกับกระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เพื่อปรับมาตรฐานการทดลองทางคลินิกของไทยให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ตั้งแต่ขั้นตอนวิจัยไปจนถึงการจ่ายยาให้ผู้ป่วย ซึ่งจะช่วยให้คนไทยเข้าถึงยารักษาโรคใหม่ได้เร็วขึ้น พร้อมดึงดูดเม็ดเงินลงทุนวิจัยจากต่างชาติและสร้างงานทักษะสูงในประเทศ
นายแฮโรลด์ สเปร็งเกอร์ กล่าวทิ้งท้ายว่า โจทย์สำคัญไม่ได้อยู่แค่งานวิจัย แต่คือการอนุมัติยาให้เร็วขึ้น เพื่อให้คนไทยเข้าถึงระบบสุขภาพที่ยั่งยืนได้จริง ซึ่งความเปลี่ยนแปลงนี้จะเกิดขึ้นได้ต้องอาศัยการผนึกกำลังจากทุกภาคส่วน
