ภาพมุมสูงของโรงไฟฟ้าพลังงานก๊าซธรรมชาติขนาดใหญ่ที่มีอาคารสีฟ้าและปล่องระบายควันสูง ตั้งอยู่กลางพื้นที่เกษตรกรรมและทุ่งหญ้าสีเขียวโดยรอบ

ประเด็นสำคัญ:

  • GULF รายงาน Core Profit ไตรมาส 2/2569 สูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 12,332 ล้านบาท เติบโต 74% เทียบช่วงเดียวกันปีก่อน
  • รายได้รวมอยู่ที่ 50,294 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 24% โดยได้แรงหนุนจากโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ พลังงานหมุนเวียน และธุรกิจ LNG ที่เติบโตต่อเนื่อง
  • ส่วนแบ่งกำไรจาก AIS เพิ่มขึ้น 31% เป็น 4,549 ล้านบาท พร้อมรับเงินปันผลจาก KBANK และกำไรจากการขายหุ้นโรงไฟฟ้าพลังน้ำปากลาย

บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2569 มีรายได้รวม 50,294 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 24% จาก 40,617 ล้านบาทในไตรมาส 2/2568 และมีกำไรจากการดำเนินงาน (Core Profit) 12,332 ล้านบาท เติบโต 74% จาก 7,101 ล้านบาท ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยมีสาเหตุหลักมาจากการเติบโตของธุรกิจพลังงานและส่วนแบ่งกำไรจาก AIS

ธุรกิจพลังงานเติบโตแข็งแกร่ง

ธุรกิจโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ IPP ภายใต้กลุ่ม GSRC และ GPD มีกำไรเพิ่มขึ้นจากปริมาณขายไฟฟ้าให้ กฟผ. ที่สูงขึ้น โดย load factor เฉลี่ยของ GSRC เพิ่มจาก 70% เป็น 81% ขณะที่กลุ่ม GJP รับรู้ส่วนแบ่งกำไร 550 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10% ส่วนโรงไฟฟ้า Jackson Generation ในสหรัฐฯ มีกำไรเพิ่มขึ้น 101% เป็น 269 ล้านบาท จากค่า Capacity Payment ที่ปรับตัวสูงขึ้นตามความต้องการใช้ไฟฟ้าในตลาด PJM

ด้านพลังงานหมุนเวียน บริษัทฯ มีโครงการโซลาร์ฟาร์มและ Solar BESS เปิดดำเนินการแล้ว 12 โครงการ กำลังการผลิตรวม 1,129 เมกะวัตต์ เพิ่มขึ้นจาก 5 โครงการในปีก่อน ส่งผลให้กำไรเพิ่มขึ้น 153% เป็น 402 ล้านบาท ขณะที่โรงไฟฟ้าพลังงานลม MKW ในเวียดนามขาดทุนลดลง หลังปรับราคาขายไฟฟ้าขึ้นเป็น 7.2 เซนต์สหรัฐฯ ต่อกิโลวัตต์ชั่วโมง

ธุรกิจนำเข้า LNG ภายใต้ GLNG และ HKH มีกำไรเพิ่มขึ้น 157% เป็น 450 ล้านบาท จากปริมาณนำเข้าที่เพิ่มขึ้นและกลยุทธ์ LNG optimization โดยในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 บริษัทฯ นำเข้า LNG รวม 37 ลำ ปริมาณราว 2.4 ล้านตัน

ส่วนแบ่งกำไรจาก AIS และรายการพิเศษ

บริษัทฯ รับรู้ส่วนแบ่งกำไรจาก AIS จำนวน 4,549 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 31% จากการเพิ่มขึ้นของ ARPU และการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังมีเงินปันผลรับจาก KBANK 2,842 ล้านบาท และกำไรจากการขายหุ้น 51% ในโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำปากลายให้ J-Power จำนวน 1,928 ล้านบาท

ทั้งนี้ EBITDA ไตรมาส 2/2569 อยู่ที่ 18,997 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 41% ขณะที่กำไรสุทธิส่วนที่เป็นของบริษัทใหญ่อยู่ที่ 12,446 ล้านบาท ลดลงจาก 63,871 ล้านบาทในปีก่อน ซึ่งมีกำไรพิเศษจากการควบรวมธุรกิจกับ INTUCH จำนวน 56,120 ล้านบาท ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 บริษัทฯ มีสินทรัพย์รวม 815,968 ล้านบาท และอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อทุนอยู่ที่ 1.06 เท่า

นางสาวยุพาพิน วังวิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน กล่าวว่า “ผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งในไตรมาส 2/2569 สะท้อนศักยภาพของธุรกิจหลักของบริษัทฯ ที่ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยบริษัทฯ ประมาณการการเติบโตของรายได้รวมและ EBITDA อยู่ที่ประมาณ 12-15% ในปี 2569” พร้อมระบุว่าในช่วงครึ่งปีหลังจะมีโครงการโรงไฟฟ้าเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์เพิ่มเติมรวมประมาณ 700 เมกะวัตต์

สำหรับการเติบโตในระยะยาว บริษัทฯ ยังมุ่งขยายการลงทุนในธุรกิจพลังงานหมุนเวียนทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำใน สปป.ลาว และการขยายธุรกิจดิจิทัล อาทิ Data Center, Cloud และ AI ซึ่งเป็นหนึ่งใน New S-Curve ที่จะเสริมการเติบโตในระยะยาวของบริษัทฯ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *