ประเด็นสำคัญ:
- กนอ. และ BEDO ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระยะเวลา 3 ปี ภายใต้แนวคิด “Nature Positive สู่การพัฒนานิคมอุตสาหกรรมอย่างสมดุล”
- ความร่วมมือมุ่งนำมิติความหลากหลายทางชีวภาพและระบบนิเวศเข้าสู่การวางแผนและบริหารจัดการนิคมอุตสาหกรรมตั้งแต่ต้น
- กรอบความร่วมมือครอบคลุมการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ พัฒนาเครื่องมือและพื้นที่นำร่อง พร้อมสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับทุกภาคส่วน
การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ร่วมกับสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) หรือ BEDO จัดพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ภายใต้แนวคิด “Nature Positive สู่การพัฒนานิคมอุตสาหกรรมอย่างสมดุล” เพื่อขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมไทยให้เติบโตควบคู่ไปกับการดูแลรักษาธรรมชาติและระบบนิเวศอย่างยั่งยืน โดยมี ดร.สุเมธ ตั้งประเสริฐ ผู้ว่าการ กนอ. และ ดร.ธนิต ชังถาวร ผู้อำนวยการ BEDO ร่วมลงนาม
ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้เป็นการบูรณาการระหว่างกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมกับกระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อนำมิติด้านทรัพยากรธรรมชาติมาผสานเข้ากับการพัฒนาและบริหารจัดการภาคอุตสาหกรรมอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมระบุว่า แนวคิด Nature Positive ไม่ใช่เพียงการลดผลกระทบ แต่เป็นการสร้างผลลัพธ์เชิงบวกต่อทรัพยากรธรรมชาติควบคู่ไปกับการเติบโตทางเศรษฐกิจ
บทบาทของ กนอ. และ BEDO
ดร.สุเมธ ตั้งประเสริฐ ผู้ว่าการ กนอ. กล่าวว่า กนอ. มีองค์ความรู้ กลไก และประสบการณ์บริหารจัดการพื้นที่ ขณะที่ BEDO มีความเชี่ยวชาญด้านความหลากหลายทางชีวภาพและเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ การผสานจุดแข็งของทั้งสองหน่วยงานจะช่วยผลักดันแนวคิด Biodiversity และ Nature Positive ให้นำไปปฏิบัติได้จริง โดยเริ่มจากการต่อยอดจากสิ่งที่มีอยู่ เรียนรู้จากข้อมูลและการปฏิบัติจริงอย่างเป็นขั้นเป็นตอน
ด้าน ดร.ธนิต ชังถาวร ผู้อำนวยการ BEDO กล่าวว่า ทรัพยากรธรรมชาติไม่ควรจำกัดอยู่เพียงในพื้นที่อนุรักษ์ แต่ควรถูกนำมาพิจารณาเป็นส่วนหนึ่งของการวางแผนและบริหารจัดการเศรษฐกิจในทุกภาคส่วน รวมถึงภาคอุตสาหกรรม เนื่องจากนิคมอุตสาหกรรมมีความเชื่อมโยงทั้งมิติเศรษฐกิจ สังคม ชุมชน และระบบนิเวศ
กรอบความร่วมมือ 3 ปี
MOU ฉบับนี้มีระยะเวลา 3 ปี ครอบคลุม 3 แนวทางหลัก ได้แก่ การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านความหลากหลายทางชีวภาพและระบบนิเวศเพื่อใช้บริหารจัดการนิคมอุตสาหกรรม การพัฒนาเครื่องมือและพื้นที่นำร่องเพื่อขยายผลในวงกว้าง และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ และชุมชน เพื่อขับเคลื่อนแนวคิด Nature Positive ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม
ทั้งสองหน่วยงานคาดหวังว่าความร่วมมือนี้จะนำไปสู่ต้นแบบนิคมอุตสาหกรรมที่อยู่ร่วมกับธรรมชาติได้อย่างสมดุล และเปลี่ยนความท้าทายด้านความหลากหลายทางชีวภาพให้กลายเป็นโอกาสสร้างรูปแบบการพัฒนาเศรษฐกิจใหม่ที่ตอบโจทย์ความยั่งยืนในระยะยาว
