ประเด็นสำคัญ:
- SCB EIC ประเมินว่า AI Supercycle ยังไม่สิ้นสุด แต่กำลังเผชิญความเสี่ยงสูงขึ้นจากความไม่แน่นอนของผลตอบแทนการลงทุน ความตึงเครียดภูมิรัฐศาสตร์ และสงครามเทคโนโลยีระหว่างสหรัฐฯ กับจีน
- ไต้หวันยังครองบทบาทศูนย์กลางห่วงโซ่อุปทานชิปขั้นสูงของโลกด้วยสัดส่วนการผลิตราว 90% ขณะที่จีนถูกจำกัดบทบาทจากมาตรการกีดกันการค้า และอาเซียนกำลังก้าวขึ้นเป็นฐานการผลิตสำคัญแห่งใหม่
- ไทยควรเร่งยกระดับจากฐานการผลิตอิเล็กทรอนิกส์เดิมไปสู่ชิ้นส่วนมูลค่าเพิ่มสูง พร้อมลงทุน R&D โครงสร้างพื้นฐาน และพัฒนาแรงงานทักษะสูงเพื่อรองรับห่วงโซ่อุปทาน AI
ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) เปิดเผยบทวิเคราะห์เกี่ยวกับปรากฏการณ์ AI Supercycle ที่กำลังขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์โลก ระบุว่าแม้อุปสงค์ด้าน AI จะยังคงเติบโตต่อเนื่อง แต่ระยะข้างหน้ามีแนวโน้มเผชิญความเสี่ยงสูงขึ้น ทั้งจากความกังวลเรื่องฟองสบู่ AI (AI Bubble) ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และสงครามเทคโนโลยีระหว่างสหรัฐฯ กับจีน ขณะเดียวกันไทยยังมีโอกาสยกระดับบทบาทในห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีโลกหากเลือกแข่งขันในจุดที่มีศักยภาพอย่างเหมาะสม
วัฏจักร AI ยังไม่จบ แต่ความเสี่ยงเพิ่มขึ้น
SCB EIC คาดว่ามูลค่าการลงทุนของกลุ่ม Hyperscalers ในสหรัฐฯ จะเติบโตเฉลี่ยราว 48% ต่อปี (CAGR 2025-2027) จนแตะระดับ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2027 อย่างไรก็ตาม AI กำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านจากการเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานไปสู่การพิสูจน์ความสามารถในการสร้างรายได้จริง ขณะที่ความขัดแย้งในตะวันออกกลางเพิ่มแรงกดดันต่อต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบในห่วงโซ่เซมิคอนดักเตอร์ ส่วนมาตรการกีดกันการค้าของสหรัฐฯ ยังเพิ่มความไม่แน่นอนต่อต้นทุนชิปขั้นสูงและ AI server ทั่วโลก
ทั้งนี้ การเติบโตของ AI ช่วยยืดรอบการเติบโตของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์โลกให้ยาวนานขึ้น โดยมูลค่าส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่เกี่ยวข้องกับ AI ในหมวด HS 84 และ 85 เติบโตเร่งขึ้นจากเฉลี่ย 8.9% และ 10.3% (CAGR 2020-2022) เป็น 35.6% และ 11.5% (CAGR 2023-2025) ขณะที่สินค้าที่ไม่เกี่ยวข้องกับ AI เติบโตชะลอลง สะท้อนการฟื้นตัวแบบ K-shaped ที่ผลประโยชน์ยังกระจุกตัวในกลุ่ม AI Infrastructure เป็นหลัก
ไต้หวันครองห่วงโซ่ต้นน้ำ จีนถูกจำกัด อาเซียนขยายบทบาท
ไต้หวันยังคงเป็นศูนย์กลางสำคัญของห่วงโซ่อุปทาน AI โลก โดยมี TSMC เป็นผู้เล่นหลักและครองสัดส่วนการผลิตชิปขั้นสูงราว 90% ของโลก ส่งผลให้การส่งออกคอมพิวเตอร์และชิ้นส่วนขั้นสูง เช่น AI server และ GPU server เติบโตเฉลี่ยสูงถึง 61% CAGR ในช่วงปี 2020-2025 ขณะที่จีนแม้ยังเป็นฐานการผลิตคอมพิวเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขนาดใหญ่ของโลก แต่บทบาทในสินค้าขั้นสูงเริ่มถูกลดทอนจากสงครามการค้าและเทคโนโลยี ส่งผลให้การส่งออกสินค้าคอมพิวเตอร์ขั้นสูงของจีนหดตัวเฉลี่ย -2% CAGR ในช่วงเดียวกัน
ในขณะเดียวกัน อาเซียนกำลังก้าวขึ้นเป็นฐานการผลิตสำคัญแห่งใหม่ โดยมาเลเซียมีมูลค่าส่งออก IC และชิปขั้นสูงเติบโตเฉลี่ยสูงสุดที่ 13% ต่อปี ตามด้วยเวียดนาม สิงคโปร์ และไทยที่ 9%, 8% และ 8% ตามลำดับ ขณะที่เวียดนามเป็นผู้นำส่งออกคอมพิวเตอร์และส่วนประกอบในอาเซียนด้วยมูลค่า 6.35 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2025 ตามด้วยไทยและมาเลเซีย นอกจากนี้อาเซียนยังดึงดูด FDI ในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์เฉลี่ยราว 1.2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี หรือราว 12% ของ Greenfield investment ด้านเซมิคอนดักเตอร์โลก
ไทยต้องเลือกแข่งในจุดที่มีแต้มต่อ
SCB EIC มองว่าไทยยังมีโอกาสยกระดับจากฐานการผลิตอิเล็กทรอนิกส์เดิมไปสู่ชิ้นส่วนที่เชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทาน AI มากขึ้น โดยเลือกแข่งขันในกลุ่มที่มีศักยภาพ เช่น ชิป PCB ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง คอมพิวเตอร์/HDD อุปกรณ์ไฟฟ้ากำลัง และชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้องกับ Data center แทนการลงทุนในทุกกิจกรรมตลอดห่วงโซ่อุปทาน พร้อมเร่งยกระดับ R&D เพิ่มสัดส่วน Local content และเตรียมโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน น้ำ และดิจิทัลให้มีเสถียรภาพ เพื่อดึงดูดการลงทุนเทคโนโลยีขั้นสูงและพัฒนากำลังคนทักษะสูงรองรับการเติบโตในระยะยาว
ทั้งนี้ SCB EIC สรุปว่า โอกาสของไทยในห่วงโซ่อุปทาน AI ไม่ได้อยู่ที่การแข่งขันในทุกสนาม แต่อยู่ที่การเลือกแข่งในจุดที่มีแต้มต่อและสามารถยกระดับได้จริง ซึ่งหากดำเนินการควบคู่กับการลงทุนด้าน R&D และโครงสร้างพื้นฐานได้สำเร็จ ไทยจะมีโอกาสขยับจากฐานการผลิตดั้งเดิมสู่ฐานการผลิตเชิงยุทธศาสตร์ในห่วงโซ่อุปทาน AI ของภูมิภาคอาเซียนได้อย่างสมบูรณ์
