เกษตรกรกำลังใช้กรรไกรตัดแต่งกิ่งเก็บเกี่ยวผลกาแฟอาราบิกาสีเขียวจากต้นกาแฟท่ามกลางใบไม้เขียวชอุ่มในสวนปาปัว

ประเด็นสำคัญ:

  • กาแฟอาราบิกาจากเทือกเขาอาร์ฟัก จังหวัดปาปัวตะวันตก กำลังกลายเป็นต้นแบบเศรษฐกิจฟื้นฟู (Restorative Economy) ที่สร้างรายได้ให้ชุมชนควบคู่กับการอนุรักษ์ป่าต้นน้ำ
  • องค์กร Bentara Papua เข้าถ่ายทอดความรู้ตั้งแต่การเพาะกล้า การแปรรูปตามมาตรฐาน SOP จนถึงการตลาด ทำให้ราคาเมล็ดกาแฟสารเพิ่มจาก 80,000 เป็น 100,000 รูเปียห์ต่อกิโลกรัม
  • ปัจจุบันกาแฟแบรนด์ Kopi Anggi จากเกษตรกร 37 กลุ่มใน 7 เขต ได้รับความสนใจจากตลาดต่างประเทศ ทั้งโปแลนด์ เยอรมนี และเนเธอร์แลนด์

ตลาดกาแฟพิเศษ (Specialty Coffee) ทั่วโลกมีแนวโน้มเติบโตเฉลี่ย 10.4% ต่อปีในช่วงปี 2568–2573 โดยเฉพาะภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่คาดว่าจะเติบโตสูงถึง 12.2% ต่อปี ท่ามกลางกระแสนี้ กาแฟอาราบิกาจากเทือกเขาอาร์ฟัก จังหวัดปาปัวตะวันตก ประเทศอินโดนีเซีย กำลังถูกพัฒนาให้เป็นทั้งแหล่งรายได้ของชุมชนและกลไกอนุรักษ์ป่าต้นน้ำไปพร้อมกัน

พื้นที่เทือกเขาอาร์ฟักซึ่งอยู่สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,800–2,000 เมตร มีสภาพแวดล้อมเหมาะสมต่อการปลูกกาแฟอาราบิกาโดยธรรมชาติ แต่ก่อนปี 2561 ชาวบ้านยังไม่เห็นคุณค่าทางเศรษฐกิจของต้นกาแฟ บางรายถึงกับตัดทิ้งเพื่อนำไปใช้ประโยชน์อื่น ขณะเดียวกันปัญหาการแผ้วถางป่าและการทำเหมืองทองคำผิดกฎหมายบริเวณต้นน้ำก็เพิ่มความเสี่ยงต่อดินถล่มและแหล่งน้ำในพื้นที่

จุดเปลี่ยนจาก Bentara Papua

การเข้ามาของ Bentara Papua ในปี 2562 เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ โดยองค์กรเลือกเรียนรู้ร่วมกับชุมชนจากสวนของเกษตรกรเอง แทนที่จะนำระบบสำเร็จรูปเข้าไปใช้ เดมิอุส อาวด์ ผู้ประสานงานสถานี Udohotma กล่าวว่า “เราไม่ได้เข้าไปพร้อมกับระบบการทำงานที่เตรียมไว้แล้ว แต่เลือกเรียนรู้ไปพร้อมกับชุมชนจากสวนของเกษตรกรเอง จากนั้นจึงร่วมกันประเมินศักยภาพของกาแฟ โดยคำนึงถึงวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของชุมชนเป็นสำคัญ”

องค์กรจัดตั้งโรงเรียนชุมชน Merdesa (SEKAM) เพื่อฝึกอบรมเยาวชนด้านการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ พร้อมสนับสนุนให้เกษตรกรเพาะต้นกล้าด้วยตนเองโดยใช้ปุ๋ยหมักจากวัตถุดิบท้องถิ่น และนำแนวทางปฏิบัติงานมาตรฐาน (SOP) มาใช้ตั้งแต่การคัดแยกผลกาแฟจนถึงการตากแห้งด้วยเครื่องอบแห้งพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อยกระดับคุณภาพผลผลิตให้สม่ำเสมอ

บาร์โต อินเดน เจ้าของแบรนด์ Kopi Anggi และเจ้าหน้าที่สำนักงานเกษตรประจำเขตเทือกเขาอาร์ฟัก เล่าถึงความเปลี่ยนแปลงว่า “ก่อนปี 2561 เกษตรกรแต่ละรายมีต้นกาแฟเพียงหนึ่งหรือสองต้นเท่านั้น บางคนปลูกไว้แต่ไม่รู้ว่าจะนำไปพัฒนาต่อยอดอย่างไร บางคนถึงกับตัดต้นกาแฟทิ้ง เพราะมองว่าไม่มีคุณค่าและไม่สามารถสร้างประโยชน์ได้”

รายได้ที่เพิ่มขึ้นและตลาดที่ขยายตัว

ปัจจุบันกาแฟจากเทือกเขาอาร์ฟักบริหารจัดการผ่านกลุ่มเกษตรกร 37 กลุ่ม ครอบคลุม 7 เขต พื้นที่ปลูกรวมประมาณ 35 เฮกตาร์ ผลผลิตถูกรับซื้อโดยตรงจากแหล่งผลิตโดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง ราคาเมล็ดกาแฟสารปรับเพิ่มจาก 80,000 รูเปียห์อินโดนีเซียต่อกิโลกรัม เป็น 100,000 รูเปียห์อินโดนีเซียต่อกิโลกรัม ส่วนกาแฟกะลายังคงราคาที่ประมาณ 80,000 รูเปียห์อินโดนีเซียต่อกิโลกรัม โดยคาดว่าช่วงปี 2566–2568 ปริมาณการผลิตจะอยู่ที่ประมาณ 6,000 กิโลกรัมต่อปี

ผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ Kopi Anggi วางจำหน่ายทั้งในรูปแบบเมล็ดกาแฟสาร เมล็ดกาแฟคั่ว และกาแฟบด ผ่านร้านกาแฟในเมืองมานกวารีและงานแสดงสินค้าระดับประเทศ อีกทั้งยังได้รับความสนใจจากผู้ซื้อในโปแลนด์ เยอรมนี และเนเธอร์แลนด์ แม้ความต้องการจะเพิ่มขึ้น แต่ผู้ผลิตยังคงเน้นรักษามาตรฐานคุณภาพมากกว่าการเร่งขยายปริมาณ

บาร์โต อินเดน กล่าวทิ้งท้ายว่า “ผมหวังว่าสิ่งที่เรากำลังทำจะไม่ใช่เพียงเรื่องของการเพิ่มผลผลิตกาแฟเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างอนาคตที่ดีให้กับผู้คนและธรรมชาติบนเทือกเขาอาร์ฟักด้วย” สะท้อนแนวทางเศรษฐกิจฟื้นฟูที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจควบคู่กับการดูแลทรัพยากรธรรมชาติ โดยไม่ต้องแลกมาด้วยการทำลายผืนป่าหรือแหล่งน้ำ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *