ประเด็นสำคัญ:
- มิลล์คอน สตีล ผนึกกำลังกับ KOBELCO ประเทศญี่ปุ่น ผ่านบริษัทลูก มิลล์คอน บูรพา และโคเบลโก้ มิลล์คอน สตีล (KMS) เพื่อสนับสนุนด้านเทคนิคในการผลิตเหล็กเกรดพิเศษ (Special Steel)
- เป้าหมายคือต่อยอดเทคโนโลยีเตาหลอมไฟฟ้า EAF ผสานระบบ Ladle Furnace (LF) เพื่อเพิ่มความแม่นยำด้านคุณภาพ ลดการพึ่งพาเหล็กนำเข้า และเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของอุตสาหกรรมเหล็กไทย
- บริษัทชูแนวคิด Green Steel และ From Thai Scrap to Special Steel ใช้เศษเหล็กรีไซเคิลเป็นวัตถุดิบหลัก สนับสนุนเศรษฐกิจหมุนเวียนและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
บริษัท มิลล์คอน สตีล จำกัด (มหาชน) หรือ MILL ประกาศความร่วมมือด้านเทคนิคกับ KOBELCO ประเทศญี่ปุ่น ผ่านบริษัทลูก มิลล์คอน บูรพา และบริษัท โคเบลโก้ มิลล์คอน สตีล จำกัด (KMS) เพื่อยกระดับศักยภาพการผลิตเหล็กเกรดพิเศษ (Special Steel) ที่มีมูลค่าเพิ่มสูง ลดการพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศ และเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมเหล็กไทยในระยะยาว
นายประวิทย์ หอรุ่งเรือง กรรมการผู้จัดการใหญ่ MILL เปิดเผยว่า ความร่วมมือครั้งนี้เป็นการผสานความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีการผลิตเหล็กของมิลล์คอน เข้ากับการสนับสนุนด้านเทคนิคจาก KOBELCO เพื่อตอบสนองความต้องการของอุตสาหกรรมที่ต้องใช้เหล็กคุณภาพสูง
ต่อยอดเทคโนโลยี EAF สู่เหล็กเกรดพิเศษ
มิลล์คอนเชื่อมั่นในศักยภาพของเทคโนโลยีเตาหลอมไฟฟ้า Electric Arc Furnace (EAF) ซึ่งบริษัทมีความเชี่ยวชาญอยู่แล้ว และสามารถต่อยอดจากการผลิตเหล็กก่อสร้างทั่วไปไปสู่การผลิตเหล็กเกรดพิเศษได้ หากมีการควบคุมกระบวนการผลิตและองค์ประกอบทางเคมีอย่างเหมาะสม โดยเฉพาะระบบ Ladle Furnace (LF) ซึ่งเป็นกระบวนการปรับปรุงคุณภาพน้ำเหล็กขั้นที่สอง ช่วยควบคุมอุณหภูมิ ปรับองค์ประกอบทางเคมี และจัดการสิ่งเจือปนได้อย่างแม่นยำมากขึ้น
“เทคโนโลยี EAF ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการผลิตเหล็กก่อสร้างทั่วไป แต่มีศักยภาพในการนำไปใช้ผลิตเหล็กเกรดพิเศษที่ต้องการคุณสมบัติเฉพาะ ความร่วมมือกับ KOBELCO จึงเป็นการต่อยอดเทคโนโลยีที่มิลล์คอนมีอยู่แล้ว เพื่อผลักดันอุตสาหกรรมเหล็กไทยจากการแข่งขันด้านปริมาณและราคา ไปสู่การแข่งขันด้านคุณภาพ เทคโนโลยี และนวัตกรรม” นายประวิทย์กล่าว
ขับเคลื่อน Green Steel ด้วยเศษเหล็กรีไซเคิล
นอกจากการยกระดับคุณภาพผลิตภัณฑ์แล้ว มิลล์คอนยังให้ความสำคัญกับการผลิตเหล็กอย่างยั่งยืนภายใต้แนวคิด Green Steel โดยใช้เทคโนโลยี EAF ที่สามารถนำเศษเหล็กรีไซเคิลกลับมาเป็นวัตถุดิบหลัก ช่วยลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติใหม่ และสนับสนุนระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) โดยกระบวนการผลิตเหล็กจากเศษเหล็กด้วย EAF ยังมีศักยภาพในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเมื่อเทียบกับกระบวนการผลิตเหล็กจากสินแร่แบบดั้งเดิม แม้ผลลัพธ์ด้านสิ่งแวดล้อมจะขึ้นอยู่กับแหล่งพลังงาน คุณภาพวัตถุดิบ และประสิทธิภาพของกระบวนการผลิตด้วยก็ตาม
“เราต้องการผลักดันแนวคิด From Thai Scrap to Special Steel เปลี่ยนเศษเหล็กไทยให้เป็นเหล็กเกรดพิเศษที่มีมูลค่าเพิ่ม ด้วยการผสานศักยภาพการผลิตในประเทศเข้ากับการสนับสนุนด้านเทคนิค เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพสูง ลดการพึ่งพาการนำเข้า และสนับสนุนการผลิตเหล็กที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมเหล็กไทยอย่างยั่งยืน” นายประวิทย์กล่าวสรุป
