ภาพผู้บริหารสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) 4 ท่านนั่งแถลงข่าวร่วมกันที่โต๊ะประชุม พร้อมไมโครโฟนและเอกสาร ภายใต้ป้ายโลโก้ FTI บนผนังด้านหลัง ในการแถลงข่าวเรื่องผลกระทบจากอุทกภัยปี 2569 ต่อภาคอุตสาหกรรม

ประเด็นสำคัญ:

  • ส.อ.ท. สำรวจสมาชิกใน 14 จังหวัด พบผู้ประกอบการกว่า 2,000 รายได้รับผลกระทบจากอุทกภัย ประเมินความเสียหายเบื้องต้น 6,000-7,000 ล้านบาท
  • เสนอ 4 มาตรการเร่งด่วน ได้แก่ ตรวจสอบมลพิษหลังน้ำลด จัดการของเสียอย่างปลอดภัย เร่งช่วยเหลือการเงิน SMEs และยกระดับแผน BCP สู่แผนปฏิบัติจริง
  • จับตาภาคใต้เสี่ยงฝนตกหนักช่วง 12-18 ตุลาคม 2569 โดยเฉพาะนครศรีธรรมราช สงขลา ยะลา นราธิวาส และฝั่งอันดามัน

สถาบันน้ำ สิ่งแวดล้อม และ Climate Change สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า สถานการณ์อุทกภัยปี 2569 ส่งผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมในวงกว้าง จากการสำรวจสมาชิกใน 14 จังหวัด พบผู้ประกอบการได้รับความเสียหายกว่า 2,000 ราย ประเมินมูลค่าความเสียหายเบื้องต้น 6,000-7,000 ล้านบาท ครอบคลุมเครื่องจักร ระบบไฟฟ้า วัตถุดิบ สินค้าคงคลัง การผลิต และโลจิสติกส์

ข้อมูลจากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ณ วันที่ 13 ตุลาคม 2569 ระบุว่า ยังคงมีสถานการณ์อุทกภัยใน 20 จังหวัด รวมกรุงเทพมหานคร ครอบคลุม 99 อำเภอ และ 804 ตำบล ขณะที่กระทรวงอุตสาหกรรมรายงานสถานประกอบการได้รับผลกระทบ 4,523 ราย ใน 55 จังหวัด มูลค่าความเสียหายประมาณ 2,137 ล้านบาท ทั้งนี้ตัวเลขจากแต่ละหน่วยงานมีขอบเขตการสำรวจและวิธีประเมินต่างกัน จึงไม่สามารถเปรียบเทียบโดยตรงได้ แต่สะท้อนผลกระทบในวงกว้างต่อภาคการผลิต โดยเฉพาะ SMEs ที่มีข้อจำกัดด้านสภาพคล่อง

กรณีนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ชลบุรี พบน้ำท่วมขังบางพื้นที่สูงประมาณ 30-70 เซนติเมตร กระทบโรงงานราว 150 แห่ง และมีโรงงานหยุดการผลิต 34 แห่ง สะท้อนว่าอุทกภัยไม่ได้สร้างความเสียหายเฉพาะสถานประกอบการ แต่ยังกระทบการขนส่ง การส่งมอบชิ้นส่วน และความต่อเนื่องของห่วงโซ่อุปทาน แม้สถานการณ์ในภาคตะวันออกบางพื้นที่เริ่มคลี่คลาย แต่ยังต้องติดตามระดับน้ำและปริมาณฝนอย่างใกล้ชิด

4 มาตรการเร่งฟื้นฟูและยกระดับการรับมือ

ส.อ.ท. เสนอ 4 มาตรการเร่งด่วน ได้แก่ 1) ตรวจสอบมลพิษและคุณภาพน้ำหลังน้ำลด เพื่อประเมินความเสี่ยงต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม 2) จัดการน้ำเสีย สารเคมี และกากอุตสาหกรรมอย่างปลอดภัย ป้องกันการรั่วไหลสู่แหล่งน้ำ 3) เร่งมาตรการทางการเงินช่วยเหลือ SMEs ผ่านการประสานหน่วยงานรัฐและสถาบันการเงินเพื่อสนับสนุนเงินทุนฟื้นฟู และ 4) ยกระดับแผนความต่อเนื่องทางธุรกิจ (BCP) สู่แผนตอบสนองสถานการณ์ที่ปฏิบัติได้จริง กำหนดผู้รับผิดชอบ ขั้นตอนแจ้งเตือน และเส้นทางขนส่งสำรอง

จับตาภาคใต้ เตรียมรับมือฝนตกหนักระลอกใหม่

กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์สภาพอากาศระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคม 2569 ว่าภาคใต้ฝั่งตะวันออกจะมีฝนฟ้าคะนองร้อยละ 60-70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่งช่วงวันที่ 12-13 และ 17-18 ตุลาคม ขณะที่ฝั่งตะวันตกมีฝนฟ้าคะนองร้อยละ 40-60 ของพื้นที่ตลอดช่วง พื้นที่ที่ควรติดตามใกล้ชิด ได้แก่ สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช สงขลา ยะลา นราธิวาส รวมถึงพังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล ส่วนพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซากที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ ได้แก่ นครศรีธรรมราช นราธิวาส ปัตตานี พัทลุง ยะลา สงขลา และสุราษฎร์ธานี

นายปรีดา วัชรเธียรสกุล รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และประธานสถาบันน้ำ สิ่งแวดล้อม และ Climate Change ส.อ.ท. เสนอให้เชื่อมโยงข้อมูลพยากรณ์ฝน ระดับน้ำ และแผนพื้นที่เสี่ยงเข้าสู่ระบบเตือนภัยล่วงหน้า เพื่อใช้เป็นเกณฑ์ตัดสินใจสำหรับการแจ้งเตือนและดำเนินมาตรการตามระดับความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ พร้อมระบุว่า “ส.อ.ท. พร้อมประสานความร่วมมือกับสภาอุตสาหกรรมจังหวัด กลุ่มอุตสาหกรรม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสนับสนุนการเตรียมพร้อม การช่วยเหลือผู้ประกอบการ และการฟื้นฟูหลังอุทกภัยอย่างบูรณาการ การฟื้นฟูหลังน้ำท่วมต้องครอบคลุมทั้งประชาชน ภาคอุตสาหกรรม และสิ่งแวดล้อม ไม่ใช่เพียงเร่งให้โรงงานกลับมาเดินเครื่อง แต่ต้องป้องกันมลพิษตกค้าง สร้างความปลอดภัยให้ชุมชน และช่วยให้ภาคอุตสาหกรรมกลับมาดำเนินธุรกิจได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน”

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *