ประเด็นสำคัญ:
- ผลสำรวจ FTI CEO Poll ครั้งที่ 52 พบผู้บริหาร ส.อ.ท. 48% นำ AI ไปใช้งานจริงแล้วในองค์กร โดยเฉพาะงานสำนักงานและบริการลูกค้า
- 76.5% ของผู้ตอบแบบสำรวจระบุว่าบุคลากรและทักษะ AI เป็นอุปสรรคสำคัญ รองลงมาคือข้อจำกัดด้านงบประมาณและความไม่พร้อมด้านข้อมูล
- ผู้บริหาร ส.อ.ท. ส่วนใหญ่คาดว่าใน 3-5 ปีข้างหน้า AI จะมีบทบาทมากถึงมากที่สุดในการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจไทย
นายมนตรี มหาพฤกษ์พงศ์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยผลสำรวจ FTI CEO Poll ครั้งที่ 52 ประจำเดือนกันยายน 2569 ว่าปัญญาประดิษฐ์ (AI) เป็นเครื่องมือสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทย แต่การนำ AI มาใช้ให้เกิดผลจริงยังต้องอาศัยความพร้อมด้านบุคลากร งบประมาณ และระบบข้อมูล ควบคู่กับมาตรการสนับสนุนที่ช่วยให้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs เข้าถึงเทคโนโลยีได้อย่างเหมาะสม
ผลสำรวจซึ่งจัดทำภายใต้หัวข้อ “มุมมองภาคอุตสาหกรรมต่อการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในภาคอุตสาหกรรม” จากผู้บริหาร ส.อ.ท. จำนวน 200 ท่าน ครอบคลุม 48 กลุ่มอุตสาหกรรม และ 76 สภาอุตสาหกรรมจังหวัด พบว่า 48% ของผู้ตอบแบบสำรวจนำ AI ไปใช้งานจริงแล้ว ทั้งในบางหน่วยงานหรือบางกระบวนการ และในหลายกระบวนการที่พร้อมขยายผลอย่างเป็นระบบ โดยงานสำนักงานและบริการลูกค้ามีคะแนนการใช้งานสูงสุด รองลงมาคือการบริหารธุรกิจและการพยากรณ์ ขณะที่กระบวนการผลิตและการจัดการห่วงโซ่อุปทานยังมีช่องว่างให้พัฒนา
ประโยชน์ที่คาดหวังจาก AI
ผู้บริหารส่วนใหญ่ 85.0% เห็นว่า AI จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ทั้งลดต้นทุน ลดเวลา และลดขั้นตอนการทำงาน รองลงมา 75.0% เชื่อว่าจะช่วยให้การวิเคราะห์และตัดสินใจรวดเร็วและแม่นยำขึ้น ขณะที่ 51.5% มองว่า AI จะเปลี่ยนแปลงทักษะที่องค์กรต้องการและลดความต้องการใช้แรงงานในบางกระบวนการ จึงควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะบุคลากรให้ทำงานร่วมกับเทคโนโลยีได้
อุปสรรคและข้อเสนอต่อภาครัฐ
แม้การสนับสนุนจากผู้บริหารจะเป็นด้านที่สถานประกอบการมีความพร้อมสูงสุด แต่ 76.5% ของผู้ตอบแบบสำรวจระบุว่าบุคลากรและทักษะ AI เป็นอุปสรรคสำคัญที่สุด รองลงมาคือข้อจำกัดด้านงบประมาณและความคุ้มค่าการลงทุนที่ยังไม่ชัดเจน (50.0%) และความไม่พร้อมด้านข้อมูล ระบบดิจิทัล และโครงสร้างพื้นฐาน (48.0%)
จากข้อจำกัดดังกล่าว ผู้บริหาร ส.อ.ท. เสนอให้ภาครัฐเร่งพัฒนาทักษะบุคลากร สนับสนุนผู้เชี่ยวชาญด้าน AI ให้คำปรึกษาแก่สถานประกอบการ (76.5%) สนับสนุนเงินทุนและสิทธิประโยชน์ทางภาษี (66.0%) จัดหาแพลตฟอร์มหรือโซลูชัน AI ที่พร้อมใช้งานสำหรับ SMEs (57.0%) รวมถึงจัดตั้งพื้นที่ทดลองใช้ AI ก่อนลงทุนจริง (30.5%) เพื่อให้ผู้ประกอบการประเมินความเหมาะสมก่อนขยายการใช้งาน
สำหรับช่วง 3-5 ปีข้างหน้า ผู้บริหารส่วนใหญ่คาดว่า AI จะมีบทบาทมากถึงมากที่สุดในการดำเนินธุรกิจ โดย 55.5% เห็นว่าจะถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายในหลายอุตสาหกรรม และ 31.5% มองว่าจะเป็นปัจจัยสำคัญในการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจไทย ส.อ.ท. จึงเร่งดำเนินโครงการส่งเสริมผู้ประกอบการในการประยุกต์ใช้ AI ควบคู่กับการพัฒนาทักษะบุคลากร อาทิ Smart SMEs Digital & AI Camp โครงการยกระดับศักยภาพสำนักงานสภาจังหวัดด้วย AI และโครงการ INTELLIGENT INDUSTRY เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมในระยะยาว
