ประเด็นสำคัญ:
- ดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการ SME (SMESI) เดือนกรกฎาคม 2569 ปรับขึ้นจาก 47.8 เป็น 50.8 กลับมาเหนือค่าฐานครั้งแรกในรอบ 5 เดือน โดยได้แรงหนุนจากมาตรการ ไทยช่วยไทยพลัส (60/40)
- สสว. และกรมบัญชีกลางปรับเกณฑ์มาตรการ THAI SME GP ใหม่ 3 ด้าน ให้แต้มต่อราคา UBO และ e-Tax พร้อมปรับเพดานวงเงินสัญญาสะสมไม่เกิน 500 ล้านบาท มีผลบังคับใช้ 1 ตุลาคม 2569
- ผู้ประกอบการกว่าร้อยละ 81.9 ยังเผชิญแรงกดดันด้านต้นทุน โดยเฉพาะค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มออนไลน์และค่า GP ที่สูงเกินร้อยละ 15 ของยอดขาย
สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดเผยผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการ SME (SMESI) ประจำเดือนกรกฎาคม 2569 จากกลุ่มตัวอย่าง 2,770 ราย ใน 27 สาขาธุรกิจทั่วประเทศ พบว่าดัชนี SME ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 47.8 ในเดือนมิถุนายน มาอยู่ที่ระดับ 50.8 ซึ่งเป็นการกลับมาอยู่เหนือค่าฐาน (50.0) เป็นครั้งแรกในรอบ 5 เดือน หลังเผชิญผลกระทบจากสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางที่กระทบต้นทุนและการขนส่ง
ดร.ปณิตา ชินวัตร รองผู้อำนวยการ สสว. รักษาการแทนผู้อำนวยการ สสว. ระบุว่า ปัจจัยหนุนสำคัญมาจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นของรัฐบาลผ่านโครงการ ไทยช่วยไทยพลัส (60/40) ผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง ส่งผลให้ดัชนีภาคการค้าพุ่งแตะ 52.0 สอดคล้องกับการฟื้นตัวของภาคบริการที่ระดับ 50.9 โดยความเชื่อมั่นปรับตัวดีขึ้นเกือบทุกภูมิภาค นำโดยภาคเหนือที่มีดัชนีสูงสุดที่ระดับ 53.2
สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้า (สิงหาคม–ตุลาคม 2569) ปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 อยู่ที่ระดับ 52.9 สะท้อนมุมมองเชิงบวกต่อการเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยวปลายปี อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการยังมีความระมัดระวังต่อกำลังซื้อ หลังมาตรการไทยช่วยไทยพลัสจะสิ้นสุดในเดือนกันยายนนี้ ประกอบกับดัชนีด้านต้นทุนยังอยู่ต่ำกว่าค่าฐาน โดยผู้ประกอบการถึงร้อยละ 81.9 ยังเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนค่าน้ำมัน ค่าไฟฟ้า ค่าวัตถุดิบ รวมถึงค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มออนไลน์และค่า GP ซึ่งผู้ประกอบการกว่าครึ่งหนึ่งมีต้นทุนออนไลน์สูงเกินร้อยละ 15 ของยอดขาย นอกจากนี้ผู้ประกอบการร้อยละ 43.0 ต้องการให้ภาครัฐออกแบบมาตรการช่วยเหลือที่เข้าถึงง่าย ไม่ซับซ้อน อนุมัติไว และตรงจุด เพื่อบรรเทาภาระต้นทุนอย่างยั่งยืน
ปรับเกณฑ์ THAI SME GP ใหม่ 3 ด้าน เริ่ม 1 ต.ค. นี้
ดร.ปณิตา กล่าวเพิ่มเติมว่า ตลาดการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐถือเป็นโอกาสสำคัญ มีมูลค่าสูงถึง 1.3–1.8 ล้านล้านบาทต่อปี ซึ่งที่ผ่านมา สสว. ร่วมกับกรมบัญชีกลางผลักดันมาตรการ THAI SME GP จนประสบความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม โดยในปี 2568 มีมูลค่าการจัดซื้อจัดจ้างจาก SME สูงกว่า 6 แสนล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 33.7 และล่าสุดยอดจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐจาก SME พุ่งสูงถึง 371,245 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 55.8 ของมูลค่ารวม โดยมีผู้ประกอบการในระบบกว่า 180,000 ราย
เพื่อขยายโอกาสและแก้ไขข้อจำกัดด้านมูลค่าสัญญาสะสมเดิม รวมถึงป้องกันไม่ให้ธุรกิจขนาดใหญ่สวมสิทธิ์ สสว. และกรมบัญชีกลางจึงร่วมกันปรับปรุงหลักเกณฑ์ THAI SME GP ใหม่ใน 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ หนึ่ง ให้แต้มต่อด้านราคา 10% สำหรับ SME ที่ผ่านการตรวจสอบข้อมูลเจ้าของที่แท้จริง (Ultimate Beneficial Ownership: UBO) เพื่อป้องกันธุรกิจขนาดใหญ่ตั้งนิติบุคคลมาใช้สิทธิ์แทน SME สอง เพิ่มแต้มต่อด้านราคาอีก 5% สำหรับ SME ที่สามารถออกใบกำกับภาษีหรือใบรับอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax) เพื่อขับเคลื่อน SME สู่ระบบดิจิทัล และสาม ปรับเกณฑ์มูลค่าสัญญาสะสมที่ใช้สิทธิแต้มต่อราคาจากเดิมที่แยกตามขนาดธุรกิจ เปลี่ยนมาเป็นกำหนดวงเงินรวมไม่เกิน 500 ล้านบาท
ทั้งนี้ มาตรการ THAI SME GP หลักเกณฑ์ใหม่ทั้ง 3 ด้าน จะเริ่มมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป เพื่อให้สิทธิประโยชน์เข้าถึง SME ตัวจริงที่มีศักยภาพอย่างเต็มที่ ควบคู่ไปกับการจัดอบรมเสริมทักษะการเป็นคู่ค้าภาครัฐอย่างต่อเนื่อง
ดร.ปณิตา กล่าวสรุปว่า สสว. มุ่งผนึกกำลังร่วมกับทุกภาคส่วน ขับเคลื่อนมาตรการภาครัฐให้ตอบโจทย์ผู้ประกอบการอย่างแท้จริง ทั้งการขยายตลาดผ่าน THAI SME-GP และการออกมาตรการลดต้นทุนที่เข้าถึงง่าย รวดเร็ว และตรงจุด เพื่อลดภาระ สร้างรายได้ และเสริมความแข็งแกร่งให้ SME ไทยเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน
