ประเด็นสำคัญ:
- อีสท์ วอเตอร์ และองค์การจัดการน้ำเสีย (อจน.) ลงนาม MOU ร่วมศึกษาการบริหารจัดการน้ำเสียและการนำน้ำกลับมาใช้ประโยชน์ (Water Reuse) ของประเทศไทย
- เป้าหมายเพื่อเสริมความมั่นคงด้านน้ำ รองรับการเติบโตของเมือง อุตสาหกรรม และการลงทุน เช่น Data Center อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง และเซมิคอนดักเตอร์
- ทั้งสองหน่วยงานจะร่วมศึกษาเทคโนโลยีปรับปรุงคุณภาพน้ำ และพัฒนารูปแบบการดำเนินงานร่วมกับท้องถิ่นให้นำไปปฏิบัติได้จริง
บริษัท จัดการและพัฒนาทรัพยากรน้ำภาคตะวันออก จำกัด (มหาชน) หรือ อีสท์ วอเตอร์ และ องค์การจัดการน้ำเสีย (อจน.) ได้ลงนามบันทึกความร่วมมือ (MOU) เรื่องการร่วมศึกษาแนวทางการบริหารจัดการน้ำเสียและการนำน้ำกลับมาใช้ประโยชน์ หรือ Water Reuse ของประเทศไทย เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงด้านน้ำ รองรับการเติบโตของเมือง ภาคอุตสาหกรรม และการลงทุนในอนาคต
การลงนามครั้งนี้มีนายบดินทร์ อุดล กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ อีสท์ วอเตอร์ และนายชีระ วงศบูรณะ ผู้อำนวยการองค์การจัดการน้ำเสีย เป็นผู้แทนลงนามความร่วมมือ โดยมุ่งตอบโจทย์ความท้าทายด้านทรัพยากรน้ำ ทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความเสี่ยงภัยแล้ง และความต้องการใช้น้ำที่เพิ่มสูงขึ้นจากการขยายตัวของอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น Data Center อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง และเซมิคอนดักเตอร์
ศึกษาเทคโนโลยีและรูปแบบดำเนินงานร่วมท้องถิ่น
ภายใต้ความร่วมมือนี้ ทั้งสองหน่วยงานจะร่วมกันศึกษาเทคโนโลยีการปรับปรุงคุณภาพน้ำ พร้อมพัฒนารูปแบบการดำเนินงานร่วมกับหน่วยงานท้องถิ่น เพื่อให้เกิดระบบบริหารจัดการน้ำที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริงและยั่งยืนในระยะยาว
นายบดินทร์ อุดล กล่าวว่า การบริหารจัดการน้ำยุคใหม่ต้องมุ่งเน้นความคุ้มค่าตลอดทั้งระบบตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) การนำน้ำบำบัดกลับมาใช้ใหม่ช่วยลดการพึ่งพาน้ำธรรมชาติและสร้างสมดุลทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม โดยประสบการณ์โครงข่ายน้ำครบวงจรในพื้นที่ EEC ของอีสท์ วอเตอร์ จะช่วยต่อยอดให้โครงการนี้เสริมสร้างความมั่นคงด้านน้ำของประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรม
ด้านนายชีระ วงศบูรณะ กล่าวเสริมว่า ภารกิจหลักของ อจน. ในการพัฒนาระบบบำบัดน้ำเสียที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เมื่อผสานกับความเชี่ยวชาญของอีสท์ วอเตอร์ จะช่วยขับเคลื่อนการศึกษาทั้งด้านเทคนิคและความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ เพื่อสนับสนุนการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืนในระยะยาว
วางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำของประเทศ
ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในครั้งนี้ นับเป็นก้าวสำคัญในการวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำของประเทศ มุ่งสู่การใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าตามมาตรฐานสากล
