ประเด็นสำคัญ:
- บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) สนับสนุนโรงเรือนปลูกผักปลอดภัย 10 โรงเรือน พร้อมระบบสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ ให้ชุมชนบ้านโคกล่าม-บ้านแสงอร่าม จ.อุดรธานี
- เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 32,000 บาทต่อปีต่อโรงเรือน จากการปลูกผักในโรงเรือนที่ใช้เวลาปลูกเพียง 45 วันต่อรอบ
- โครงการช่วยให้แรงงานที่เคยย้ายถิ่นไปทำงานต่างจังหวัดและต่างประเทศ ได้กลับมาอยู่บ้านเกิดพร้อมหน้าครอบครัวอย่างยั่งยืน
โซลาร์เซลล์เพื่อการเกษตร กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของชาวบ้านโคกล่ามและบ้านแสงอร่าม ตำบลกุดหมากไฟ อำเภอหนองวัวซอ จังหวัดอุดรธานี หลังบริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF เข้ามาสนับสนุนโรงเรือนปลูกผักปลอดภัยพร้อมระบบสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ ส่งผลให้เกษตรกรมีรายได้มั่นคงขึ้น และหลายครอบครัวสามารถกลับมาอยู่บ้านเกิดได้อีกครั้ง
ในอดีต พื้นที่ดังกล่าวประสบปัญหาความแห้งแล้ง ขาดแคลนน้ำเพื่อการเกษตร ทำให้ชาวบ้านจำนวนมากต้องเดินทางไปทำงานต่างจังหวัดหรือต่างประเทศหลังฤดูทำนา จนกระทั่งได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ให้ก่อสร้างอ่างเก็บน้ำห้วยคล้าย ตามที่ นายเศวต จันทร์หอม อดีตผู้ใหญ่บ้านแสงอร่าม เล่าว่า “หมู่บ้านต้องเผชิญปัญหาความแห้งแล้งอย่างต่อเนื่อง จึงร่วมกันถวายฎีกาผ่านสำนักงาน กปร. และได้รับพระมหากรุณาธิคุณให้ก่อสร้างอ่างเก็บน้ำห้วยคล้ายเพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำ”
จากอ่างเก็บน้ำสู่เกษตรผสมผสาน
แม้จะมีอ่างเก็บน้ำแล้ว แต่ในช่วงแรกยังไม่มีระบบส่งน้ำเข้าสู่พื้นที่เกษตรกรรม จนมูลนิธิปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ เข้ามาพัฒนาระบบกระจายน้ำและส่งเสริมเกษตรผสมผสานและเกษตรอินทรีย์ จนพัฒนาเป็นวิสาหกิจชุมชนผู้ปลูกผักบ้านโคกล่าม-แสงอร่าม ที่ผลิตผักปลอดภัยส่งจำหน่ายทั้งตลาดท้องถิ่นและห้างค้าปลีกสมัยใหม่
GULF ต่อยอดด้วยพลังงานแสงอาทิตย์
ล่าสุด GULF ได้ขยายผลด้วยการสนับสนุนโรงเรือนปลูกผัก 10 โรงเรือน พร้อมติดตั้งระบบสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ หอถังสูง ระบบท่อส่งน้ำ และระบบกระจายน้ำเข้าสู่แปลงเพาะปลูกและพื้นที่สาธารณประโยชน์โดยรอบ เพื่อพัฒนาสู่แนวคิด ‘ป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง’ นายเศวตกล่าวว่า “การปลูกผักในโรงเรือนแต่ละรอบใช้เวลาประมาณ 45 วัน สามารถสร้างรายได้เฉลี่ย 4,000-5,000 บาทต่อโรงเรือน และปลูกได้ถึง 8 รอบต่อปี ทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มเติมกว่า 32,000 บาทต่อปีต่อโรงเรือน หลายครอบครัวเริ่มกลับมาใช้ชีวิตอยู่ในบ้านเกิดอีกครั้ง”
นางสาวยุพา แก้วเกิด หนึ่งในเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ เล่าว่า เดิมมีรายได้จากการรับจ้างทั่วไปเพียงวันละประมาณ 300 บาท แต่หลังเข้าร่วมโครงการปลูกผักในโรงเรือน สามารถจัดสรรเวลาดูแลลูกและทำงานได้ดีขึ้น พร้อมระบุว่า “สิ่งสำคัญที่สุดคือ ได้อยู่บ้าน ได้ดูแลพ่อแม่และลูก มีรายได้เพิ่มขึ้น ไม่ต้องกู้หนี้ยืมสินเหมือนที่ผ่านมา คุณภาพชีวิตดีขึ้นมาก”
เช่นเดียวกับ นางสาวภรทิพย์ พานิสุด ที่เคยทำงานโรงงานในกรุงเทพฯ นานกว่า 5 ปี ก่อนกลับมาดูแลครอบครัว ระบุว่ารายได้จากการปลูกผักในโรงเรือนเพิ่มขึ้นจากไม่กี่ร้อยบาทเป็นมากกว่าหนึ่งพันบาทต่อรอบ ขณะที่ นายบุญโฮม พันพรม ซึ่งเคยทำงานต่างประเทศนานกว่า 10 ปี ระบุว่าระบบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ช่วยลดภาระแรงงานและเพิ่มรายได้ให้ครอบครัวอย่างชัดเจน
โครงการดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า พลังงานสะอาดไม่เพียงช่วยลดต้นทุนด้านพลังงาน แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการสร้างงาน สร้างรายได้ และคืนคนสู่บ้านเกิดอย่างยั่งยืน
