ประเด็นสำคัญ:
- มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ คัดเลือก 10 ทีมจากเครือข่ายป่าชุมชนกว่า 300 แห่งทั่วประเทศ เข้าสู่ “โครงการบ่มเพาะผู้นำการพัฒนาธุรกิจชุมชนอย่างยั่งยืน ประจำปี 2569” เพื่อพัฒนาทักษะธุรกิจ ผลิตภัณฑ์ และการตลาด
- คัดเหลือ 5 ทีมสุดท้ายขึ้นเวที MFLF Sustainability Forum 2026 ถ่ายทอดประสบการณ์การต่อยอดทรัพยากรชุมชนสู่ธุรกิจที่สร้างรายได้ควบคู่การดูแลป่า
- โครงการนี้ต่อยอดจากโครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าฯ ที่ครอบคลุมพื้นที่ป่ากว่า 287,944 ไร่ ใน 303 ชุมชน 12 จังหวัด โดยมีภาคเอกชนร่วมสนับสนุนกว่า 30 องค์กร
มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ เดินหน้าต่อยอดโครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน สู่ “โครงการบ่มเพาะผู้นำการพัฒนาธุรกิจชุมชนอย่างยั่งยืน ประจำปี 2569” โดยคัดเลือก 10 ทีมจากเครือข่ายป่าชุมชนทั่วประเทศกว่า 300 แห่ง เข้าพัฒนาทักษะธุรกิจ ผลิตภัณฑ์ ตลาด และเครือข่าย ก่อนคัด 5 ทีมสุดท้ายขึ้นถ่ายทอดประสบการณ์บนเวที MFLF Sustainability Forum 2026 ธีม “Nature Positive: เปลี่ยนธรรมชาติเป็นความปกติใหม่” ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เมื่อเร็วๆ นี้
นายสมิทธิ หาเรือนพืชน์ ประธานสายงานการแก้ไขปัญหาโดยใช้ธรรมชาติเป็นฐานและโครงการพิเศษ กล่าวว่า โครงการดังกล่าวต่อยอดจากโครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าฯ ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ป่ากว่า 287,944 ไร่ ในป่าชุมชน 303 แห่ง 12 จังหวัด และมีภาคเอกชนร่วมสนับสนุนกว่า 30 องค์กร โดยเงินสนับสนุนแบ่งเป็น “กองทุนดูแลป่า” และ “กองทุนพัฒนาอาชีพอย่างยั่งยืน” จากการติดตามพบว่าหลายชุมชนมีอาชีพและภูมิปัญญาที่มีศักยภาพ แต่ยังขาดความรู้และโอกาสในการพัฒนา จึงเป็นที่มาของโครงการบ่มเพาะฯ “เป้าหมายคือให้เกิดประโยชน์ร่วมกันทั้งสามฝ่าย ชุมชนมีรายได้และอาชีพที่มั่นคง ป่าได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่อง และภาคธุรกิจได้รับผลลัพธ์ด้านสิ่งแวดล้อมที่ตรวจสอบได้” นายสมิทธิกล่าว
3 กลไกหลักในการบ่มเพาะธุรกิจชุมชน
นายชัยภัทร ทรงลิลิตชูวงศ์ ผู้จัดการโครงการฯ กล่าวว่า ชุมชนส่วนใหญ่เผชิญความท้าทาย 3 ด้าน ได้แก่ การขาดทักษะบริหารธุรกิจ ข้อจำกัดในการเข้าถึงตลาด และการขาดเครือข่ายสนับสนุน โครงการจึงออกแบบกลไกบ่มเพาะ 3 ส่วน คือ การอบรมเสริมองค์ความรู้ธุรกิจ คลินิกผู้เชี่ยวชาญพัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์ และระบบพี่เลี้ยงผู้ประกอบการ ภายใต้ความร่วมมือระหว่างมูลนิธิฯ อุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และบริษัท โฟลว์โฟล์ค จำกัด “เราไม่ได้เข้าไปสร้างอาชีพใหม่ แต่ต่อยอดสิ่งที่ชุมชนทำอยู่แล้ว โดยช่วยเติมความรู้ เครื่องมือ และเครือข่าย เพื่อให้ชุมชนบริหารและพัฒนาธุรกิจได้ด้วยตนเอง” นายชัยภัทรกล่าว
เสียงจาก 5 ชุมชนต้นแบบ
ตัวอย่างธุรกิจที่ผ่านการบ่มเพาะ ได้แก่ แบรนด์ “หลากอารมณ์” จ.เชียงใหม่ ที่นำไผ่มาผลิตไบโอชาร์และผลิตภัณฑ์ดับกลิ่น แบรนด์ “แซ่บลึก” จ.เชียงราย ที่ยกระดับน้ำพริกปลาร้าให้ได้มาตรฐาน แบรนด์ “ลอยเล” จ.กระบี่ ที่เปลี่ยนขยะชายฝั่งเป็นงานศิลปะ ส่งมอบแล้วกว่า 6,000 ชิ้น แบรนด์ “รักษ์ดิน” จ.อำนาจเจริญ ที่พัฒนาวัสดุปรับปรุงดินจากธรรมชาติ มีศักยภาพขยายผลสู่พื้นที่เกษตรกว่า 2,000 ไร่ และกลุ่ม “New Gen Plastic” จ.เชียงราย ที่เปลี่ยนขยะพลาสติกเป็นน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องจักรการเกษตร
จากทั้ง 10 ทีมที่เข้าร่วม จะคัดเลือกต่อให้เหลือ 3 ทีมต้นแบบประจำปี 2569 เพื่อพัฒนาระบบธุรกิจและเตรียมความพร้อมสำหรับการขยายผล โดยมูลนิธิฯ มุ่งหวังให้เป็นตัวอย่างการนำทรัพยากรในชุมชนมาต่อยอดเป็นธุรกิจที่สร้างรายได้ควบคู่กับการดูแลป่า และถ่ายทอดบทเรียนให้ชุมชนอื่นนำไปปรับใช้ได้ต่อไป
