ประเด็นสำคัญ:
- ส.อ.ท. ชี้เศรษฐกิจไทยไตรมาส 2/2569 โต 1.9% แต่ฟื้นตัวแบบ K-shaped ชัดเจน ทั้งขนาดกิจการและรายอุตสาหกรรม
- เสนอโครงการ “Buy Thai” กระตุ้นกำลังซื้อในประเทศ เจาะกลุ่มสินค้าสำเร็จรูปที่ใช้กำลังการผลิตเพียง 37–50%
- หากยกระดับอัตราการใช้กำลังการผลิต (CapU) เพิ่ม 5 จุด จะช่วยดัน GDP ภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นราว 140,000 ล้านบาท หรือ 0.7% ของ GDP
นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยไตรมาสที่ 2 ปี 2569 ขยายตัวร้อยละ 1.9 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนว่าเศรษฐกิจยังประคองการเติบโตได้ท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และแรงกดดันด้านต้นทุนพลังงาน แต่การฟื้นตัวยังไม่ทั่วถึงและมีลักษณะ K-shaped อย่างชัดเจน
ข้อมูลดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม (TISI) เดือนกรกฎาคมพบว่า ผู้ประกอบการขนาดใหญ่มีค่าดัชนีอยู่ที่ 105.5 ขณะที่ขนาดย่อมอยู่เพียง 75.3 ส่วนรายกลุ่มอุตสาหกรรม ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์อยู่ที่ 109.0 ขณะที่เคมีภัณฑ์อยู่เพียง 59.7 และเป็นกลุ่มเดียวที่ดัชนีลดลงต่อเนื่อง สะท้อนภาพเศรษฐกิจสองความเร็ว (Two-Speed Economy) ที่เกิดขึ้นจริงทั้งในมิติขนาดกิจการและรายสาขา
การบริโภคภาคเอกชนไตรมาสที่ 2 ขยายตัวร้อยละ 1.9 ชะลอลงจากร้อยละ 3.3 ในไตรมาสก่อน ขณะที่อัตราการใช้กำลังการผลิต (CapU) เฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 57.47 ลดลงร้อยละ 3.2 จากปีก่อน และ TISI ไตรมาส 2 เฉลี่ยอยู่ที่ 86.1
สามสาเหตุของกำลังการผลิตต่ำ
ส.อ.ท. วิเคราะห์ว่าการใช้กำลังการผลิตต่ำมีสาเหตุแตกต่างกัน 3 ลักษณะ ได้แก่ (1) กลุ่มที่เผชิญแรงกดดันเชิงโครงสร้างด้านต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบ เช่น เคมีภัณฑ์ ปิโตรเคมี เหล็ก และวัสดุก่อสร้าง ซึ่งถูกซ้ำเติมจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง (2) กลุ่มที่ถูกจำกัดด้วยเงื่อนไขเชิงนโยบาย เช่น โรงกลั่นน้ำมันที่ต้องปรับการผลิตให้พอดีกับความต้องการในประเทศที่ชะลอตัว และ (3) กลุ่มที่กำลังการผลิตขยายตัวเร็วกว่าการผลิตจากการลงทุนระลอกใหม่ เช่น อิเล็กทรอนิกส์และแผ่นวงจรพิมพ์ ซึ่งถือเป็นสัญญาณบวก
Buy Thai และมาตรการปลดล็อกการผลิต
ส.อ.ท. เสนอแนวทางสองด้านควบคู่กัน ด้านแรกคือการสร้างแรงส่งจากอุปสงค์ในประเทศผ่านโครงการ Buy Thai โดยมุ่งเป้าไปที่สินค้าสำเร็จรูปที่มีการจ้างงานสูงและมีกำลังการผลิตเหลืออยู่มาก เช่น สิ่งทอ เครื่องนุ่งห่ม รองเท้า เฟอร์นิเจอร์ และของใช้ในครัวเรือน ซึ่งปัจจุบันใช้กำลังการผลิตเพียงร้อยละ 37–50 พร้อมส่งเสริมช่องทางจำหน่ายและรณรงค์ให้คนซื้อสินค้าไทย ควบคู่กับการดูแลสินค้านำเข้าที่ทุ่มตลาด
ด้านที่สองคือมาตรการปลดล็อกข้อจำกัดการผลิต ได้แก่ การพิจารณาเปิดการส่งออกน้ำมันส่วนเกินอย่างมีเงื่อนไข การเร่งรัดโครงการก่อสร้างภาครัฐพร้อมส่งเสริมเกณฑ์ Made in Thailand (MiT) และการดูแลความมั่นคงด้านวัตถุดิบและโครงสร้างราคาพลังงานของภาคอุตสาหกรรม
ส.อ.ท. ประเมินว่า หากยกระดับ CapU เพิ่มขึ้น 5 จุด จากระดับปัจจุบันที่ประมาณร้อยละ 57.5 เป็นร้อยละ 62.5 จะช่วยเพิ่ม GDP ภาคอุตสาหกรรมได้ประมาณ 140,000 ล้านบาท หรือร้อยละ 0.7 ของ GDP
ขณะเดียวกัน การลงทุนยังเป็นแรงสนับสนุนสำคัญของเศรษฐกิจ โดยการลงทุนรวมไตรมาสที่ 2 ขยายตัวร้อยละ 9.1 และการลงทุนภาคเอกชนขยายตัวถึงร้อยละ 13.4 เร่งขึ้นจากร้อยละ 10.1 ในไตรมาสแรก สะท้อนแรงส่งของการลงทุนในอุตสาหกรรมศักยภาพ โดยเฉพาะเทคโนโลยี อิเล็กทรอนิกส์ ปัญญาประดิษฐ์ และ Data Center อย่างไรก็ตาม โครงการที่ได้รับอนุมัติส่งเสริมการลงทุนในครึ่งปีแรกมีการใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนในประเทศเพียงประมาณร้อยละ 42 ของมูลค่าวัตถุดิบทั้งหมด ซึ่ง ส.อ.ท. ตั้งเป้ายกระดับสัดส่วนนี้ผ่านการเชื่อมโยงกับผู้ผลิตไทยและการใช้สินค้า MiT ในระยะยาว
