กองเหล็กเส้นข้ออ้อยที่มัดรวมกันจำนวนมาก แสดงหน้าตัดปลายเหล็กสีขาวเงาเรียงซ้อนกันในโกดังเก็บสินค้า

ประเด็นสำคัญ:

  • วันที่ 17 สิงหาคมนี้ จะมีเวทีประชาพิจารณ์ร่างมาตรฐานเหล็กใหม่ (มอก.) ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับมาตรฐานเหล็กไทย
  • นายประวิทย์ หอรุ่งเรือง เตือนอย่าให้ประวัติศาสตร์วิกฤตเหล็กปี 2540 ซ้ำรอย พร้อมเรียกร้องให้ยกระดับมาตรฐานเหล็ก IF เพื่อความปลอดภัยของประชาชน
  • ย้ำการปรับปรุงมาตรฐาน มอก. ไม่ใช่การกีดกันผู้ประกอบการชาติใดชาติหนึ่ง แต่เป็นการสร้างมาตรฐานเดียวที่ใช้กับทุกสัญชาติอย่างเท่าเทียม

นายประวิทย์ หอรุ่งเรือง กรรมการสมาคมการค้าเหล็กทรงยาวมาตรฐาน ออกมาระบุว่า อุตสาหกรรมเหล็กไทยควรเรียนรู้บทเรียนจากวิกฤตเหล็กในช่วง IMF ปี 2540 และเร่งปรับตัวด้านประสิทธิภาพ คุณภาพ ความปลอดภัย และสิ่งแวดล้อม ก่อนถึงเวทีประชาพิจารณ์ร่างมาตรฐานเหล็ก มอก. ฉบับใหม่ ในวันที่ 17 สิงหาคมนี้

นายประวิทย์กล่าวว่า การปรับปรุงมาตรฐานเหล็กของสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ไม่ใช่การกีดกันผู้ประกอบการรายใดรายหนึ่ง แต่เป็นการสร้างมาตรฐานเดียวเพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว โดยเฉพาะในประเด็นการขยายตัวของโรงงานเตาหลอมแบบ Induction Furnace (IF) ที่ควรพิจารณาความสามารถในการควบคุมคุณภาพ ความสม่ำเสมอของผลิตภัณฑ์ และความปลอดภัย มากกว่าที่มาของเทคโนโลยี

ถอดบทเรียนวิกฤตปี 40 อย่าให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย

“จากวิกฤตปี 2540 ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมเหล็กอย่างรุนแรงจากเงินบาทอ่อน หนี้ต่างประเทศ และความต้องการใช้เหล็กลดลง ขณะที่ธุรกิจเหล็กต้องใช้เงินลงทุนสูงทั้งโรงงาน เครื่องจักร ระบบควบคุมคุณภาพ และสิ่งแวดล้อม ทำให้ผู้ประกอบการจำนวนมากประสบปัญหาทางการเงิน ต้องใช้เวลาหลายสิบปีในการฟื้นฟู เจ็บแล้วจำคือคน อย่าให้ประวัติศาสตร์ไทยซ้ำรอย จากไม่มี ไม่หนี ไม่จ่าย ในวิกฤติ IMF สู่หายนะเหล็ก IF โจทย์ใหญ่ของอุตสาหกรรมเหล็กไทย คือยกระดับมาตรฐานเหล็ก IF” นายประวิทย์กล่าว

กรรมการเหล็กทรงยาวมาตรฐานกล่าวเพิ่มเติมว่า การแข่งขันในอุตสาหกรรมเหล็กไม่ได้กระทบเฉพาะโรงงาน แต่เชื่อมโยงไปถึงแรงงาน ครอบครัว ผู้รับเหมา ผู้ขนส่ง ผู้ค้าเศษเหล็ก และซัพพลายเชนโดยรอบ จึงจำเป็นต้องมองการยกระดับอุตสาหกรรมในภาพรวม ไม่ใช่พิจารณาเฉพาะต้นทุนของผู้ประกอบการรายใดรายหนึ่ง

มาตรฐานเดียว เท่าเทียมทุกสัญชาติ

การปรับปรุงมาตรฐาน มอก. ควรใช้หลักเกณฑ์เดียวกันกับผู้ประกอบการทุกสัญชาติ หากเทคโนโลยีใดสามารถปฏิบัติตามมาตรฐานที่เข้มขึ้นได้ ก็ควรแข่งขันอย่างเท่าเทียม แต่หากมีข้อจำกัด ก็ต้องปรับปรุงกระบวนการผลิตและเทคโนโลยี มาตรฐานที่ดีต้องทำให้ประชาชนมั่นใจว่าเหล็กทุกเส้นที่ออกจากโรงงานมีระบบการผลิตและควบคุมคุณภาพที่เชื่อถือได้ ไม่ใช่เพียงตัวอย่างบางชิ้นที่นำมาทดสอบแล้วผ่าน

ไทยยังต้องการเงินลงทุนจากต่างประเทศ รวมถึงจีน แต่ควรเป็นการลงทุนที่นำเงินทุน เทคโนโลยี องค์ความรู้ และมาตรฐานที่สูงขึ้นเข้ามา ไม่ใช่แข่งขันด้วยการลดมาตรฐานเพื่อรองรับเทคโนโลยีที่มีต้นทุนต่ำกว่า โรงงานสามารถปรับปรุงได้ เครื่องจักรสามารถเปลี่ยนได้ เทคโนโลยีสามารถยกระดับได้ แต่มาตรฐานความปลอดภัยของประชาชนไม่ควรถูกลดระดับ

นายประวิทย์ย้ำว่า ยังต้องการเห็นอุตสาหกรรมเหล็กไทยเติบโตอย่างแข็งแกร่ง ทั้งด้านประสิทธิภาพ คุณภาพ ความรับผิดชอบต่อสังคม และความพร้อมสู่ยุคอุตสาหกรรมสีเขียว โดยมองว่าความสามารถในการแข่งขันในอนาคตจะไม่ได้วัดกันเพียงต้นทุน แต่รวมถึงคุณภาพ ความปลอดภัย การใช้พลังงาน และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *