ประเด็นสำคัญ:
- การเจรจาช่องแคบฮอร์มุซระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่านสะดุด หลังทั้งสองฝ่ายเพิ่มเงื่อนไขชดเชยความเสียหายสงคราม ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ Brent พุ่งขึ้นแรงกว่า 5% แตะ 87.7 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล
- อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (Bond Yield) ทะยานใกล้จุดสูงสุดเดิม ฉุดให้นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทยสะสมกว่า 9,000 ล้านบาทตั้งแต่ต้นเดือนสิงหาคม 2569
- บล.เอเซีย พลัส แนะกลยุทธ์ตั้งรับ เลือกหุ้นเด่น PTT, CENTEL และ PRM ที่ได้อานิสงส์จากราคาน้ำมันขาขึ้นและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ
บล.เอเซีย พลัส ประเมินทิศทางตลาดทุนโลกเผชิญแรงบีบจากความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อ หลังสหรัฐฯ และอิหร่านเพิ่มข้อเรียกร้องชดเชยความเสียหายสงคราม ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ Brent ดีดตัวขึ้นแรงกว่า 5% ดึงอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ทะยานเข้าใกล้จุดสูงสุดเดิม และฉุดรั้งให้กระแสเงินทุนต่างชาติไหลออกจากสินทรัพย์เสี่ยงในตลาดเกิดใหม่ รวมถึงตลาดหุ้นไทยที่เผชิญแรงขายสะสมกว่า 9,000 ล้านบาทตั้งแต่ต้นเดือนสิงหาคม
เจรจาฮอร์มุซสะดุด ดันราคาน้ำมันพุ่งแรง 5%
ความหวังต่อการเปิดเส้นทางเดินเรือช่องแคบฮอร์มุซเริ่มลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ Brent ดีดตัวขึ้นแรงราว 5% แตะระดับ 87.7 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ปัจจัยกดดันหลักมาจากการเจรจาสามฝ่ายผ่านโอมาน ซึ่งแม้มีความคืบหน้าเรื่องแผนที่เส้นทางเดินเรือใหม่ แต่ทั้งสองฝ่ายกลับเพิ่มเงื่อนไขที่ตกลงกันได้ยากขึ้น
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ส่งสัญญาณพร้อมใช้มาตรการกดดันทางเศรษฐกิจต่ออิหร่านต่อไป พร้อมเรียกร้องให้อิหร่านจ่ายค่าชดเชยความเสียหายทั้งหมด ขณะที่อิหร่านประกาศจะปิดช่องแคบฮอร์มุซยาวไปจนถึงปี 2572 เว้นแต่สหรัฐฯ จะยอมรับข้อเรียกร้องทั้งหมด ได้แก่ การจ่ายเงินชดเชย 3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ปลดล็อกสินทรัพย์ที่ถูกอายัด 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ยกเลิกมาตรการคว่ำบาตร ถอนกำลังทหารสหรัฐฯ ออกจากภูมิภาค และยอมรับค่าธรรมเนียมการผ่านทางเรือพาณิชย์
ความตึงเครียดด้านพลังงานที่กลับมาคุกรุ่นนี้ ส่งผลให้นักลงทุนกังวลแรงกดดันเงินเฟ้อรอบใหม่ และลดคาดการณ์โอกาสที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) จะคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนกันยายน 2569 ลงเหลือ 48.8% จากเดิม 55.6% สอดคล้องกับค่าเงินเยนที่อ่อนค่าใกล้ระดับ 160 เยนต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งอาจสร้างความเสี่ยงต่อภาวะ Unwind Yen Carry Trade หากไม่มีการแทรกแซงจากทางการญี่ปุ่น
บอนด์ยีลด์สหรัฐฯ พุ่ง ฉุดฟันด์โฟลว์ไหลออกหุ้นไทยสะสม 9 พันล้านบาท
ความตึงเครียดในตะวันออกกลางและราคาน้ำมันที่เร่งตัวขึ้น กดดันให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ระยะ 10 ปี ปรับตัวขึ้นแตะ 4.7% และระยะ 30 ปี ทะลุ 5.2% ใกล้จุดสูงสุดเดิม ดึงดูดเม็ดเงินลงทุนทั่วโลกให้ไหลกลับเข้าตลาดตราสารหนี้ และกดดันความน่าสนใจของสินทรัพย์เสี่ยงในตลาดเกิดใหม่
สำหรับตลาดหุ้นไทย นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิต่อเนื่องเกือบทุกวันทำการ นับตั้งแต่ต้นเดือนสิงหาคม 2569 ขายสุทธิสะสมไปแล้วกว่า 9,000 ล้านบาท ฝ่ายวิจัยฯ แนะให้ติดตามตัวเลขเงินเฟ้อทั่วไป (CPI) ของสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด ตลาดคาดการณ์ขยายตัว +3.4% YoY ทรงตัวใกล้เดือนก่อนที่ +3.5% YoY เนื่องจากหาก Bond Yield ไม่ปรับฐานลง โอกาสเงินทุนไหลกลับเข้าหุ้นไทยในระยะสั้นยังเป็นไปได้ยาก
หุ้นไทยบวกกระจุกตัวจาก DELTA ลุ้นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ
ดัชนี SET Index วานนี้ปิดเพิ่มขึ้น 12.36 จุด อยู่ที่ 1,624.36 จุด แต่เป็นการปรับขึ้นแบบกระจุกตัวสูงจากอิทธิพลของหุ้น DELTA หากหักออก ดัชนีที่แท้จริงจะติดลบถึง 5 จุด โดยมีหุ้นในดัชนี SET100 ปรับขึ้นได้เพียง 31 บริษัท สะท้อนแรงขายที่ยังหนาแน่น อย่างไรก็ดี ปัจจัยหนุนระยะสั้นในประเทศยังมีความคืบหน้าของโครงการไทยช่วยไทยพลัส (60/40) ที่ยอดใช้จ่ายสะสมทะลุ 1 แสนล้านบาท และโครงการไทยเที่ยวไทยพลัส ที่คาดจะได้ข้อสรุปเสนอ ครม. ภายในสิ้นเดือนสิงหาคม 2569 ซึ่งจะส่งผลดีต่อกลุ่มโรงกลั่นและขนส่งน้ำมัน (PTTEP, PRM, PTT, BCP, TOP) และกลุ่มค้าปลีก อาหาร เช่าซื้อ (CPALL, CPAXT, CBG, OSP, ICHI, MTC, TIDLOR)
กลยุทธ์การลงทุน: ชู PTT-CENTEL-PRM รับอานิสงส์น้ำมันขาขึ้น
บล.เอเซีย พลัส แนะกระจายความเสี่ยงผ่านสินทรัพย์ต่างประเทศที่เป็นเกราะป้องกันความตึงเครียดทางการค้าและกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันขาขึ้น อาทิ DR: SPENGY80 และ DR: ZIJIN80 สำหรับหุ้นไทย แนะนำ 3 หุ้นเด่นเก็งกำไร ได้แก่ PTT ที่ยังเป็นหุ้น Laggard ขนาดใหญ่ (แนวรับ 38.50 บาท แนวต้าน 41.00 บาท), CENTEL ที่คาดกำไรไตรมาส 2/2569 แข็งแกร่งกว่าคาด และจะเข้าสู่ High Season ในไตรมาส 4 (แนวรับ 38.50 บาท แนวต้าน 41.00 บาท) และ PRM ที่ได้ Sentiment บวกตรงจากวิกฤตฮอร์มุซ หนุนอัตราค่าขนส่งน้ำมันทางเรือ (แนวรับ 9.90 บาท แนวต้าน 10.60 บาท)
